แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Pornography แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Pornography แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

เอกสารอ่านประกอบวิชา ร. 406

เอกสารอ่านประกอบวิชา ร. 406: สัมมนาสตรีกับการเมือง (การเมืองของเพศสภาพและเพศวิถี Politics of Gender and Sexuality)
ของ รศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ภาค1/2549


Sex/Gender/Sexuality and 'Sex Debate' in Feminism
1. Ann Oakley, "Sexuality" in Feminism and Sexuality: A Reader
2. Diane Richardson, "Sexuality and Feminism"
3. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, "ไทยศึกษากับออิตถีศาสตร์พินิจ"
4. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, "ภาษาเพศ: อำนาจ เรื่องทางเพศ กับพหุนิยมทางจริยศาสตร์"

 

Radical Feminism and Personal Politics
1. Shulamith Firestone, "The Dialectic of Sex"
2. Catherine Mackinnon, "Sexuality, Pornography and Method: Pleasure under Patriarchy"
3. Stevi Jackson and Sue Scott, "Sexual Skirmishes and Feminist Factions," in Feminism and Sexuality: A Reader

 

Legitimate Sex and Politics of Sexuality
1. Gayle Rubin, "Thinking Sex"
2. Judith Walkowitz, "The Politics of Prostitution," in Feminism and Sexuality: A Reader
3. Linda LeMoncheck, Loose Women, Lecherous Men: A Feminist Philosophy of Sex

 

Ideal Body/ Beauty/ Bodily Pleasure
1. Sharlen Hesse-Biber, Am I Thin Enough Yet?: The Cult of Thinness and the Commercialization of Identity
2. Susan Bordo, "The Body and the Reproduction of FemininityW in Unbearable Weight
3. Sandra Lee Bartky, "Foucault, Femininity, and the Modernization of Patriarchal Power"

 

Romantic Love/ Marriage/ Monogamy
1. Elaine Hoffman Baruch, Women, Love and Power
2. Meredith F. Small, What's Love Got to Do with It?
3. E.J. Graff, What is Marriage For?

 

Sexual Fantasy and Censorship
1. Brian Mcnair, Mediated Sex: Pornography and Postmodern Culture
2. Elizabeth Cowie, "Pornography and Fantasy: Psychoanalytic Perspectives"

 

Sex for Sale: Prostitution and Sex Work
1. Maggie O'Neill, Prostitution and Feminism, Ch 1, 5
2. Martha Nussbaum, "Whether from Reason or Prejudice: Taking Money for Bodily Services"

 

Gender Identity/ Sexual Identity
1. Judith Lorber, "Embattled Terrain: Gender and Sexuality"
2. Adrienne Rich, "Compulsory Heterosexuality and Lesbian Existence," in Feminism and Sexuality: A Reader
3. Diane Richardson, "Constructing Lesbian Sexualities," in Feminism and Sexuality: A Reader
4. Elizabeth Weed and Naomi Shcor, Feminism Meets Queer Theory

Pornography หนังสือต้องห้าม

ในบทความนี้จะขอใช้คำว่า “Pornography” ทั้งหมด เนื่องจากนิยามของคำว่า “สื่อลามกอนาจาร” ในภาษาไทยมีความหมายรวมไปถึง “Obscenity” และ “Nude” รวมทั้งสิ่งที่อุจาดหรือลามกอนาจารของเอเชียนั้น คือการกระทำของบุคคลในพื้นที่ซึ่งไม่เหมาะสมหรือต้องห้าม ไม่ใช่คุณลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ติดกับภาพ, เสียง, หรือวัสดุอุปกรณ์ใดๆ (อ่านเพิ่มเติมที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2548 หน้า 30)

อันตรายจาก Pornography

Pornography นั้นมาจากภาษากรีกโบราณว่า Porne แปลว่า โสเภณี และ Graphos แปลว่า งานเขียน ดังนั้นPornography จึงหมายถึง งานเขียนที่พูดถึงโสเภณี หากแต่คำว่า Pornography ในความหมายเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงค.ศ. 1530 จากผลงาน Postures ของ Pietro Aretino จิตรกรชาวอิตาลีผู้แต่งกลอน วาดภาพ และแกะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศอย่างเปิดเผย ต่อมาพัฒนาการทางด้านการพิมพ์ การถ่ายภาพ ตลอดจนการผลิตภาพยนตร์ จึงทำให้สื่อที่นำเสนอเรื่องราวกิจกรรมทางเพศมีความละเอียดซับซ้อนและสมจริงมากยิ่งขึ้น[1] จนขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมและธุรกิจทางเพศที่มีผลประโยชน์และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก

การมอง Pornography เป็นภัย เกิดจากทัศนะที่ว่าเรื่องเพศนั้นเป็นเรื่องสกปรกและอันตราย[2] เพศเป็นสิ่งชั่วร้าย (Original Sin) เพศเป็นสิ่งที่ทำให้อดัม (Adam) และอีฟ (Eve) ถูกพระผู้เป็นเจ้า ขับไล่ออกจากสวนอีเดน[3] เนื่องจากผู้หญิงได้ชักชวนให้ผู้ชายทำบาป เพราะความสวยของเธอ ผู้ชายจึงเปรียบเสมือนลูกแกะที่บริสุทธิ์แต่ต้องแปดเปื้อนด้วยน้ำมือของผู้หญิง ผู้หญิงสวยนั้นแท้จริงแล้วคือปีศาจ ความเป็นเพศหญิงจึงมีอำนาจในการหลอกลวง ความสวยงามของผู้หญิงเป็นต้นตอแห่งความชั่วร้าย สิ่งนี้เป็นสภาวะที่อดัมต้องเผชิญหน้ากับความสวยงามของอีฟที่เกิดขึ้นจากฝีมือของปีศาจ เมื่อความงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญ[4] หนทางแก้ไขก็คือการใส่เสื้อผ้าจึงมีไว้ปกปิดร่างกายที่แสนชั่วร้ายของมนุษย์ไม่ให้ออกมาสู่สายตาของผู้คน[5] โดยเฉพาะการควบคุมการแต่งกายของผู้หญิงให้ใส่ผ้าคลุมหรือคลุมทุกส่วนของร่างกายผู้หญิง เพราะแม้กระทั่งเท้าของผู้หญิงก็สามารถก่อให้เกิดความต้องการทางเพศขึ้นมาได้ ทำให้การเปิดเท้าจึงเท่ากับเป็นการเปิดอวัยวะเพศให้ผู้อื่นเห็นนั่นเอง[6]

กิจกรรมทางเพศที่เป็นบาปในสายตาของศาสนจักรมีสามระดับ ได้แก่ เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานและการข่มขืนเป็นบาปที่รุนแรงน้อยที่สุด เนื่องจากการกระทำดังกล่าวยังสามารถก่อให้เกิดการมีบุตรในที่สุด ความผิดระดับที่สอง คือ การคบชู้ในกลุ่มคนที่แต่งงานแล้ว และเพศสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ ความผิดที่ร้ายแรงที่สุด คือ กิจกรรมทางเพศที่ไม่ก่อให้เกิดการสืบพันธุ์ เป็น “บาปที่ขัดต่อธรรมชาติ” ประกอบด้วย การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง การรักร่วมเพศ และการร่วมเพศกับสัตว์ การกระทำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการต่อต้านพระเจ้า[7]

ขณะเดียวกัน การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไม่เพียงแต่เป็นการทำบาปที่ขัดต่อธรรมชาติที่กระทำต่อตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นบาปที่กระทำต่อผู้อื่นด้วย เพราะในขณะที่กำลังสำเร็จความใคร่อยู่นั้น ผู้กระทำก็จะจินตนาการว่าได้ไปร่วมเพศกับบุคคลอื่นๆ การจินตนาการว่าได้ร่วมเพศกับผู้อื่นนั้นเท่ากับเป็นการทำบาปด้วยการเป็นชู้กับผู้อื่นในทางจินตนาการ การกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ผู้อื่นสูญเสียพรหมจรรย์[8] ดังเช่น มาตรฐานของคริสต์ศาสนาในยุคกลาง ผู้หญิงที่บริสุทธิ์นั้นไม่ใช่เพียงแค่ผู้หญิงที่ไม่เคยร่วมเพศกับใคร แต่ผู้หญิงคนนั้นต้องไม่คิดและอยากที่จะร่วมเพศกับใคร รวมทั้งไม่เป็นที่ปรารถนาทางเพศของใครด้วย[9] ดังนั้น ไม่ว่าพฤติกรรมใดที่นำไปสู่การเกิดพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการมีลูกเพียงอย่างเดียวแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง[10] หากแต่ Pornography กลับเป็นสื่อที่เต็มไปด้วยการเปลือยกาย การแสวงหาความสุขทางเพศ และกิจกรรมทางเพศที่ไม่ได้นำไปสู่การมีลูกนั้น Pornography จึงเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและอันตรายอย่างยิ่ง

ในสายตาของพวกสตรีนิยม Pornography มิได้หมายความถึงสื่อที่แสดงให้เห็นถึงอวัยวะเพศหญิง หรือการร่วมเพศตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปแต่ประการใด หากแต่หมายถึงการทำลายสถานภาพและเกียรติภูมิของผู้หญิงที่ถูกลดระดับให้กลายเป็นแค่วัตถุที่พร้อมจะตอบสนองความรุนแรงที่ปรากฏออกมาในรูปแบบต่างๆ[11] ดังเช่น ภาพของนิตยสาร Hustler ในค.ศ.1977 ที่แสดงให้เห็นผู้หญิงที่ถูกจับใส่ลงไปในที่บดเนื้อ เหลือแต่สองขาโผล่ออกมา การแสดงออกในลักษณะดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็น Pornography ที่จะนำไปสู่การกระตุ้นทางเพศได้[12]

Pornography คือภาพของผู้หญิงในรูปแบบที่ผู้ชายต้องการเห็น[13] ในฐานะวัตถุทางเพศ เพื่อกระตุ้นความต้องการของผู้ชาย[14] สะท้อนเจตคติและความปรารถนาของผู้ชายที่มีต่อเรื่องเพศ[15] เป็นการกดขี่ทั้งระดับการเมืองและปัจเจก[16] รวมทั้งผลิตซ้ำโครงสร้างอำนาจทางเพศสภาพแบบชายเป็นใหญ่ หรือปิตาธิปไตย และเรียกสิ่งนั้นว่า “ความเป็นจริง” (The truth about sex)[17] เช่นเดียวกับที่ Andrea Dworkin เรียกสื่อลามกว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้หญิง” (Genocide against women)[18]

ผู้ชายที่บริโภค Pornography นั้นไม่ได้คิดเป็นเพียงแค่การจินตนาการเท่านั้น หากแต่นำไปสู่การปฏิบัติต่อผู้หญิงในโลกแห่งความเป็นจริงให้เหมือนผู้หญิงที่อยู่ใน Pornography[19] เช่น การใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ การข่มขืน ตลอดจนความรู้ความเข้าใจว่าเพศสัมพันธ์ คือ การถึงจุดสุดยอดของผู้ชายในตัวของผู้หญิงที่ตกเป็นเบี้ยล่าง[20] ดังนั้น ภาพของผู้หญิงที่ปรากฏในสื่อลามกจึงถูกมองว่าเป็นเหยื่อของการกดขี่ เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและการหลอกลวง โดยผู้หญิงจะไม่สมัครใจที่จะทำเช่นนั้นเอง[21]

ความเข้าใจว่าการข่มขืนเกิดจากสิ่งเร้าที่กระตุ้นความต้องการทางเพศของผู้ชาย ทำให้การควบคุมสื่อลามกเป็นเรื่องสำคัญ[22] เพราะสื่อเหล่านี้สร้างภาพผู้หญิงให้เป็นวัตถุทางเพศ[23] พวกสตรีนิยมจึงเห็นว่าสื่อลามกเป็นภาคทฤษฎี ส่วนการข่มขืนนั้นเป็นการปฏิบัติ[24] ดังเช่น Susan Brownmiller สรุปมายาคติในสังคมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อการข่มขืนไว้ว่า “ผู้หญิงทุกคนต้องการหรือมีความใฝ่ฝันที่จะถูกข่มขืน ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะถูกข่มขืนได้ ถ้าผู้หญิงไม่ร่วมมือ ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ทำให้เกิดการข่มขืน”[25]

การข่มขืน แม้เป็นประสบการณ์เพียงครั้งเดียว แต่เหตุการณ์ครั้งเดียวนี้ได้รื้อทำลายพื้นฐานชีวิตของผู้หญิงที่ผ่านเหตุการณ์นั้นไปทั้งชีวิต บาดแผลทางจิตใจได้เปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ เปลี่ยนทัศนะในการมองโลก เปลี่ยนการรับรู้เพศชาย และเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงคนนั้นทั้งหมด[26] ผู้ชายใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือในการแสดงความมีอำนาจ กดขี่ และควบคุมผู้หญิง ด้วยการให้บทเรียนสั่งสอนให้ผู้หญิงรู้ว่า ถ้าผู้หญิงหัวแข็งไม่ก้มหัวให้ จะต้องถูกปราบแบบ “เหยื่อ”[27] การข่มขืนไม่ได้เกิดจาก “ปีศาจร้ายที่แฝงร่างอยู่ในตัวผู้ชายแต่ละคน” หากแต่เป็นเพราะ “ปีศาจร้ายของระบบที่ให้อำนาจชายเหนือหญิง” ที่แฝงอยู่ในโครงสร้างสังคม และปีศาจร้ายนี้พร้อมที่จะเข้าสิงร่างชายทุกคนไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว มีอาชีพ อายุ หรือชั้นวรรณะใดก็ตาม หรือไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว ผู้ชายทุกคนมีโอกาสที่จะถูกผีสิงและข่มขืนผู้หญิงทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนคุ้นเคย และไม่ว่าจะในกาลหรือเทศะใดก็ตาม[28]

ขณะเดียวกัน การข่มขืนคือการโจรกรรมขนาดใหญ่ เพราะถ้าข่มขืนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานเท่ากับว่าเป็นการขโมยพรหมจรรย์ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตไป หรือการข่มขืนผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว การข่มขืนนั้นคือการขโมยสิทธิผูกขาดในการมีเพศสัมพันธ์กับเธอของสามีไปด้วยเช่นกัน[29] ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจและการให้คุณค่าต่อตัวเองของผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นผู้หญิงที่ดีในความหมายของการระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ไม่ใช่สามี ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจึงถูกมองและมองตนเองว่าแปดเปื้อน มีราคี มีคุณค่าต่ำลง นอกจากนี้สิทธิในการเลือกว่าจะมีหรือไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใคร และการเชื่อมโยงความรักกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อของผู้หญิงส่วนใหญ่ ยังถูกสั่นคลอนทำลายไปเพราะการถูกบีบบังคับให้ร่วมเพศด้วย[30]

ทัศนะดังกล่าวนี้จึงทำให้พวกสตรีนิยมต่อต้าน Pornography และพวกกามวิตถาร เพราะกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของผู้ชาย นอกจากนั้นเสรีภาพทางเพศที่ทำให้กิจรรมต่างๆ เหล่านี้งอกงามขึ้นล้วนแต่เป็นส่วนขยายของการได้เปรียบ หรือการมีอภิสิทธิ์ของผู้ชาย ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นต่างๆ ในการต่อต้าน Pornography เหล่านี้จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมการมีศีลธรรมทางเพศแบบอนุรักษ์นิยมของคริสตศาสนาด้วยเช่นกัน[31]

Pornography และการขัดขืน

Pornography คือการแบ่งแยกเหยียดหยามและการใช้อำนาจ แสดงลักษณะมั่วสุม ไร้ระเบียบ ผิดที่ผิดทาง แสวงหาความสำราญทางเพศที่มีนอกเหนือจากสถาบันครอบครัว[32] โดยเนื้อหาของสื่อลามกที่ถูกมองว่าแปลกหรือไม่ปกตินั้น อาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของความพยายามจะต่อสู้กับการจำกัดรูปแบบ และการแสดงออกเกี่ยวกับความพึงพอใจทางเพศของคนในสังคม ระบบความเชื่อ ความหมายเรื่องเพศที่ถูกควบคุมและจำกัดปริมาณ และรูปแบบของพฤติกรรมทางเพศของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเท่านั้น แต่รูปแบบที่จำกัดนี้ไม่ครอบคลุมรสนิยมและความต้องการของคนจำนวนมาก[33]

สิ่งที่ปรากฏใน Pornography จึงอาจจะเป็นเพียงจินตนาการของคนในรูปแบบที่อยากทำ แต่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง และทำให้เส้นแบ่งเขตแดนของเพศสภาพและกฎเกณฑ์ทั้งหลายลางเลือนไป[34] เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษที่ 1960 การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อย ความเป็นเอกเทศของบุคคล[35] จากบรรทัดฐานของศาสนจักรและการแพทย์ที่นิยามโรคว่า “อาการบ้าที่เกิดจากการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง” (Masturbatory Insanity) ตามนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ Henry Maudsley ที่เกิดขึ้นในค.ศ.1868 เรื่อยมา จนกระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1920 วงการแพทย์ตะวันตกจึงยอมรับว่าการสำเร็จความใคร่ไม่ได้เป็นอาการผิดปกติแต่อย่างใด[36]

Pornography จึงเป็นทางออกด้านหนึ่งของผู้หญิงจากการเปลี่ยนสถานะ “ผู้ขาย” หรือเป็น “วัตถุทางเพศ” มาเป็น “ผู้ซื้อ” และ “ผู้กระทำ” ในธุรกิจทางเพศ[37] โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภค Pornography สำหรับผู้หญิง หรืออุปกรณ์เพิ่มความสนุกสนานทางเพศ (Sex Toy) ทำให้หลุดพ้นและเป็นอิสระจากความสัมพันธ์กับผู้ชายเพียงอย่างเดียว หรือทำให้ผู้ชายเป็นทาสของผู้หญิงใน Pornography ประเภทซาดิสต์-มาโซคิสต์[38] ขณะเดียวกันก็ทำให้สิ่งพิมพ์และอุปกรณ์ต่างๆ ก้าวพ้นจากสิ่งลามกอนาจารกลายเป็นเรื่องของสุนทรียะ[39] โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพศิลปะนั้น เป็นการนำเสนอสิ่งที่มากกว่าเนื้อหนังมังสา เพราะร่างกายนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า[40] และร่างกายนั้นไม่มีความต้องการทางเพศ[41]

Pornography จึงอาจจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปลดปล่อยจินตนาการของมนุษย์ให้อิสระเสรีจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ในชีวิตจริง รวมทั้งการเชื่อมโยง Pornography เข้ากับความรุนแรงหรือการข่มขืนนั้น ยังเป็นประเด็นที่โต้เถียงกันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย[42] ในเรื่องการผลิตซ้ำเรื่องความรุนแรงผ่านสื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย หรือละครโทรทัศน์ที่ล้วนแต่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม เช่น การข่มขืนนางเอกของพระเอก ภายหลังนางเอกก็กลับมาตกหลุมรักคนที่ข่มขืนตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการข่มขืนไปโดยปริยาย ตรงข้ามกับนางร้ายที่จะถูกใครก็ได้สักคนข่มขืน การข่มขืนนี้จึงเป็นการลงโทษทางสังคมทางสัญลักษณ์แก่ผู้หญิงชั่ว[43]

การควบคุม Pornography

การหาความสัมพันธ์ระหว่าง Pornography และการกระทำที่รุนแรงทางเพศนั้น เป็นสิ่งที่มีการถกเถียงกันอย่างมากเช่นเดียวกับประเด็นอื่นที่ยังไม่สามารถจะหาข้อยุติได้[44] เรื่องเพศกลายเป็นปัญหาสำคัญของรัฐชาติ เพราะเรื่องเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีเพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเกิดและการตายเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของศีลธรรมอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นประชากรที่มีคุณภาพ[45]

ขณะเดียวกัน การเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา Pornography ด้วยการออกกฎหมายควบคุมเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพ ความสุข ความเจริญ ตลอดจนวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง[46] การควบคุม Pornography และเนื้อหาประเภทนี้จึงเป็นการบังคับให้คนอยู่ในร่องในรอยเรื่องเพศ โดยจำกัดความต้องการและรูปแบบความพึงพอใจของคนซึ่งแตกต่างหลากหลาย และเป็นการควบคุมแม้กระทั่งจินตนาการของมนุษย์[47] ทั้งนี้การอ้างถึงความจำเป็นในการควบคุมสื่อต่างๆ เหล่านี้นั้นย่อมจะส่งผลไปถึงปัญหาของการควบคุมสื่อทางการเมืองตลอดจนข่าวสารชนิดอื่นๆ ด้วย เหตุผลที่รัฐมักจะยกขึ้นมาอ้างก็เป็นกรอบความคิดอันเดียวกัน คือ ความสงบสุขและความมั่นคงของสังคม ดังนั้น ด้วยเหตุผลของความจำเป็นแห่งรัฐจึงต้องมีการควบคุมกิจกรรมที่เป็นภัยดังกล่าว[48] ดังเช่น การประกาศหนังสือต้องห้าม

การออกประกาศหนังสือต้องห้ามจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกิจคุณงามความดีสูงสุดของผู้ที่มีความจงรักภักดีในแผ่นดินและบ้านเมือง เนื่องจากผู้คนในบ้านเมืองมีความแตกต่างกัน ทั้งในแง่ของความรู้ สติปัญญา สถานภาพ อาชีพ และระดับจิตใจที่ประสงค์กระทำดีต่อรัฐ และสถาบันทางการเมืองที่ดำรงอยู่ภายในรัฐ ดังนั้น เพื่อการสกัดกั้นมิให้คนดีกลายเป็นคนเลว เพื่อไม่ให้คนเลวกลายเป็นคนเลวมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งเพื่อไม่ให้ความรู้ที่ไม่ถูกต้องคือมิจฉาทิฐิดำรงอยู่และแพร่กระจายออกไป อันจะกลายเป็นชนวนของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางตกต่ำในอนาคต การออกประกาศมิให้เอกสารดังกล่าวเป็นที่เผยแพร่ในหมู่สาธารณชนจึงได้ดำเนินไปด้วยความสมเหตุสมผล[49]

การควบคุมหรือการสนับสนุนให้ Pornography อยู่ในฐานะหนังสือต้องห้าม จึงยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าควรจะดำเนินการเช่นใดต่อไปภายใต้การต่อสู้เรื่องสิทธิของปัจเจกชน ผลกระทบต่อผู้อื่น และความมั่นคงของรัฐชาติ

ขณะเดียวกันการศึกษาเรื่อง Pornography ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญบนพื้นฐานความสัมพันธ์ชายหญิงมากกว่าเพศวิถีอื่น จนกลายเป็นความรู้ความเข้าใจที่มีต่อความสัมพันธ์ทางเพศไปทั้งหมด ดังคำกล่าว

ผมนึกถึงตัวอย่างอคติทางเพศที่มีในงานวิชาการ แล้วไปมีผลต่อชีวิตคนได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องกามารมณ์ เคยสังเกตไหมครับว่า ส่วนใหญ่ของหนังสือโป๊ (ทั้งบนแผงและใต้แผง) ทำขึ้นเพื่อผู้ชาย ทั้งๆ ที่ผู้หญิงเป็นอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของตลาด ยิ่งพลิกไปดูเนื้อหา ยิ่งพบว่าผู้หญิงในหนังสือโป๊มักไม่มีตัวตน หมายความว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำและตอบสนองความปรารถนาของผู้ชายหมด หล่อนไม่มีความประสงค์, ความชอบ, รสนิยม หรือ “กามวิตถาร” ของตนเองเลย ทั้งนี้ เพราะความรู้ความเข้าใจของเราที่มีต่อกามารมณ์นั้นเป็นข้อสังเกตและศึกษาจากผู้ชายทั้งสิ้น แล้วแพร่อคตินี้ผ่านหนังสือโป๊, นวนิยาย, ละครทีวี, วิชาเพศศึกษา, ฯลฯ จนกลายเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ... เหตุดังนั้น ผู้หญิงที่อยากอ่านหนังสือโป๊หรือดูหนังโป๊ จึงต้อง “อาศัย” สินค้าที่ผลิตขึ้นจากมุมมองของเพศชายเท่านั้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำความไม่มีตัวตนของผู้หญิงในกามารมณ์มากขึ้นไปอีก กลายเป็นวัฒนธรรมทางกามารมณ์ที่เพศหญิงรับเอาไปเป็นของตัวโดยปริยาย

นิธิ เอียวศรีวงศ์[50]

ขณะเดียวกัน Pornography ที่มีเพศวิถีแบบอื่นนอกจากความสัมพันธ์ชายหญิงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pornography สำหรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจางหายไป Pornography ที่สร้างขึ้นมาโดยเพศวิถีต่างๆ จึงล้วนแต่มีความสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่สาธารณะและภายในเพศสภาพเดียวกัน เช่น หญิงรักหญิง กับ หญิงรักชาย ว่าเพศวิถีของตนเองดำรงอยู่ และสิ่งเหล่านี้เป็นทางเลือกในการผลิตความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ของตนเองที่แตกต่างจากความสัมพันธ์ชายหญิง[51]

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา แก้วเทพ. 2543. ความเรียงว่าด้วยสตรีกับสื่อมวลชน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์. 2539. ข่มขืน: ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทย. รัฐศาสตร์สาร. 19,3: 161-183.

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์. 2544. โลกานุวัตรกับเซ็กส์ที่ชอบธรรม: พันธนาการที่ไร้พรมแดน. ใน เซ็กส์ข้ามชาติ เซ็กส์อินเตอร์เน็ต. โครงการวิถีทรรศน์. หน้า 177 – 190. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

ธเนศ วงศ์ยานนา. 2529-2530. บทส่งท้ายตระกะของการกดบังคับ: ฟูโก้และเฟมินิสต์. รัฐศาสตร์สาร ฉบับพิเศษ: ปรัชญาและความคิด. 12-13: 166-178.

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2541. ผู้หญิงและอำนาจ: การเขียนแบบผู้ชาย. ใน สตรีศึกษา1: ผู้หญิงกับประเด็นต่างๆ. คณะอนุกรรมการการศึกษา อาชีพ และวัฒนธรรม คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. หน้า 165 – 215. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2547. การจัดระเบียบเพศในศิลปะ: จากภาพนู้ดสู่ภาพระดับX. รัฐศาสตร์สาร. 25, 2: 204-223.

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2549. (การร่วม) เพศนอกสถาบันการแต่งงานในฐานะ ‘ระเบิด’: จากประวัติศาสตร์ ‘การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง’ ถึง ‘เพศศึกษา’ ... เมื่ออุดมการณ์ประสานกับวิทยาการทางแพทย์. รัฐศาสตร์สาร. 27, 3: 1-55.

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และบุศรินทร์ โตสุขุมวงศ์. 2539. พิเคราะห์หนังสือต้องห้ามของไทย. รัฐศาสตร์สาร. 19, 3: 110-138.

นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. 2545. ตำนานสวนสาธารณะกับเรื่องเล่าของชาวเกย์กรุงเทพในพรมแดนเทคโนโลยีสื่อสาร. รัฐศาสตรสาร. 23, 1: 77-116

นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. 2547. เปลือยนายแบบ: หนังสือโป๊และกามารมณ์ในชีวิตเกย์ไทย. รัฐศาสตร์สาร. 25, 2: 165-203

นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2545. ว่าด้วย “เพศ”: ความคิด ตัวตน และอคติทางเพศ ผู้หญิง เกย์ เพศศึกษา และกามารมณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2548. ลามกอนาจาร. มติชนรายสัปดาห์. 25, 1285: 30

นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2549. วิกฤตเสื้อคับ. มติชนรายสัปดาห์. 26, 1356: 33

สมสุข หินวิมาน. 2545. ละครโทรทัศน์: เรื่องของ “ตบๆ จูบๆ” และ “ผัวๆ เมียๆ” ในสื่อ “น้ำเน่า” ใน สื่อบันเทิง: อำนาจแห่งความไร้สาระ. หน้า 173-247. ออล อเบ้าท์ พริ้นท์

Cowie, Elizabeth. 1993. Pornography and Fantasy: Psychoanalytic Perspective. In Sex Exposed: Sexuality and the Pornography Debate. Pp.132-152. Rutgers University Press

MacKinnon, Catharine. 1992. Pornography, Civil Rights, and Speech. In Feminist Philosophies: Problems, Theories, and Applications. Pp.295-308. New York: Prentice Hall.

McElroy, Wendy. 2006. Michel Foucault and Pornography [Online]. Available from: http://www.zetetics.com/mac/eris.html [2006, Apr 20]

Mcnair, Brain. 1996. Mediated Sex: Pornography and Postmodern Culture. A Hodder Arnold Publication


[1] นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, 2547: 166-167

[2] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 168

[3] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2549: 17

[4] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 182

[5] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 182; 2549: 17

[6] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 182

[7] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 198-199

[8] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2549: 22

[9] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 191, 193; 2549: 22

[10] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 183

[11] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 167-168; MacKinnon, 1992: 299-300; McElroy, 2006: 6

[12] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 167-168

[13] MacKinnon, 1992: 297-300

[14] Cowie, 1992: 132

[15] Cowie, 1992: 132; นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, 2547: 168

[16] McElroy, 2006: 2

[17] MacKinnon, 1992: 297-300

[18] McElroy, 2006: 3

[19] MacKinnon, 1992: 301

[20] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2531: 174-175; MacKinnon, 1992: 304

[21] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2544: 188;นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, 2547: 169

[22] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2539: 164

[23] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2539: 174

[24] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 167-168

[25] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2539: 166

[26] กาญจนา แก้วเทพ, 2543: 120

[27] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2539: 168; กาญจนา แก้วเทพ, 2543: 130

[28] กาญจนา แก้วเทพ, 2543: 130

[29] นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2545: 75

[30] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2539: 170

[31] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 168-169

[32] Mcnair, 1996: 91; นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, 2547: 168-169

[33] Cowie, 1993: 137; ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2544: 188; ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2547: 222

[34] Cowie, 1993: 137; ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2544: 188; ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2547: 222

[35] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2549: 42-44

[36] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2549: 40

[37] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 169; 2549: 42-44

[38] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 169; 2549: 42-44; Mcnair, 1996: 91, 96

[39] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 169; 2549: 42-44; Mcnair, 1996: 91

[40] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 207

[41] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2541: 210

[42] นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2549: 33

[43] สมสุข หินวิมาน, 2545: 214-215

[44] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 168; ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2544: 188

[45] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2549: 2

[46] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 168

[47] ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์, 2544: 188

[48] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2529-2530: 168

[49] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และบุศรินทร์ โตสุขุมวงศ์, 2539: 126-127

[50] นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2545: 54-55

[51] Mcnair, 1996: 100-101

 

งานชิ้นนี้เป็นงานในช่วง 2549 ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการอ้างอิง แต่เหมาะสำหรับการอ่านเบื้องต้น ก่อนไปหาต้นฉบับมาอ่านเพิ่มเติมเท่านั้น เนื่องจากมีผลงานวิชาการหลายชิ้นที่น่าสนใจออกมาภายหลังงานชิ้นนี้จำนวนมาก

ขณะเดียวกันบทความนี้เคยอัพขึ้นนานแล้ว แบบไม่มีอ้างอิงเชิงอรรถ ด้วยความกลัวว่าจะถูกนำไปใช้ หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ไฟล์เดิมหาย แต่ยังดีที่หาแบบ Hard Copy ได้ เลยมานั่งพิมพ์เชิงอรรถเพิ่ม และได้เพิ่มบางส่วนจากเดิมด้วย ดังนั้นจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะไม่เกิดกรณีที่ทำให้ต้องลบออกเฉกเช่นบทความอื่น

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2551

โครงการวิจัยเพศและการสื่อสารในสังคมไทยระยะที่ 2

รหัสโครงการ : RDG4730022
ชื่อโครงการ : โครงการวิจัยเพศและการสื่อสารในสังคมไทยระยะที่ 2
ชื่อนักวิจัย : วิลาสินี พิพิธกุล และกิตติ กันภัย
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
E-mail Address : Wilasinee.P@thaihealth.or.th
ระยะเวลาโครงการ : 1 มีนาคม 2547 – 28 กุมภาพันธ์ 2549

งานวิจัยเรื่องเพศและการสื่อสารในสังคมไทย (ระยะที่สอง) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ความหมายเรื่องเพศ วาทกรรมทางเพศ การประกอบสร้างมายาคติทางเพศ รวมทั้งสภาพปัญหาและผลกระทบของการสื่อสารเรื่องเพศในสังคมไทย อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์ความรู้เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับนโยบายและระดับการผลิตการสื่อสารเรื่องเพศที่เหมาะสมต่อไป

วิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคการวิเคราะห์วาทกรรม การวิเคราะห์การเล่าเรื่อง และการวิเคราะห์สื่อด้วยวิธีสัญญวิทยา ข้อมูลหลักคือตัวบทจากสื่อวารสารสนเทศและสื่อมวลชน ได้แก่ อินเทอร์เน็ต สื่อนิตยสาร สื่อหนังสือการ์ตูน โฆษณาทางโทรทัศน์ ละครโทรทัศน์ และรายการเพลงทางโทรทัศน์ ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2547
ข้อค้นพบจากการวิจัยมี 6 ประการหลัก คือ
1. สื่อทุกประเภทที่นำมาศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งโฆษณาสะท้อนมายาคติและวาทกรรมเพศวิถีที่เน้นการโหมเร้าอารมณ์ทางเพศด้วยการเสนอส่วนต่างๆ บนเรือนร่างมนุษย์ โดยเฉพาะเพศหญิงให้กลายเป็นความเซ็กซี่เกินความจริงตามธรรมชาติ มายาคติและวาทกรรมเหล่านี้ปฏิบัติการภายใต้กลไกการสื่อสารการตลาดและกลยุทธ์การโฆษณา ทำให้เกิดภาวะหลงใหลไปตามกระแสมายาคติซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงเกี่ยวกับเนื้อตัวและร่างกายมนุษย์ที่แท้

2. สื่อการ์ตูนแนวรักต่างเพศที่เลือกมาศึกษานำเสนอเรื่องเพศสัมพันธ์ที่โจ่งแจ้งเปิดเผย และเป็นเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้เน้นเรื่องอารมณ์ความรัก แต่เสนอเรื่องการเสพสังวาสอันเกิดจากสัญชาติญาณ ภาวะไร้สำนึก และแรงขับทางเพศของผู้ผลิตสื่อเป็นหลัก สะท้อนโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างสองเพศ อย่างไรก็ตาม สำหรับการ์ตูนแนวรักเพศเดียวกันกลับนำเสนอแก่นเรื่องแนวความรักความผูกพันระหว่างตัวละครมากกว่า

3. วิธีการนำเสนอแบบเอดูเทนเมนต์ของสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีลักษณะคล้ายสื่อการสอนแต่ผสมผสานความบันเทิงเข้าไว้ด้วย ทำให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้เรื่องเพศที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนหรือผู้แสวงหาความรู้ทั่วไป เว็บไซด์ยังเป็นสื่อที่ช่วยสร้างอัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงชุมชนเสมือนของกลุ่มคนที่มีเพศวิถีคล้ายคลึงกันอีกด้วย

4. สื่อทุกประเภทนำเสนอเพศวิถีอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในมิติรสนิยมทางเพศ เพื่อคลี่คลายกรอบของเพศวิถีตามขนบเดิมที่มีเพียงความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายเท่านั้น ทั้งนี้โดยอาศัยกลไกทางการตลาดและโฆษณาที่เน้นการสร้างกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ผ่านระบบสัญลักษณ์และความหมายเฉพาะของกลุ่มทางเพศ

5. ขนบของการสื่อสารและวิธีการเล่าเรื่องในละคร โฆษณา และการ์ตูนทำให้เกิดอำนาจในการดำรงไว้ซึ่งโครงสร้างความสัมพันธ์แบบปิตาธิปไตยที่เพศชายเป็นผู้ชนะเสมอ การเล่าเรื่องในละครเน้นการลงโทษหรือกำจัดตัวละครผ่าเหล่าที่แสดงพฤติกรรมผิดเพี้ยนไปจากเพศสภาพตามที่สังคมชายเป็นใหญ่กำหนด ทั้งนี้เพื่อดำรงความสมดุลของระบบทางเพศเอาไว้

6. ความหมายเรื่องเพศที่จัดว่าเป็นความเชื่อแบบมายาคตินั้น เป็นความหมายที่สังคมรับรู้และห่างไกลจากความจริงไปทุกที มายาคตินี้ถูกกำหนดโดยวาทกรรมว่าด้วยความงามกับเพศสรีระ เพศวิถี และปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ในเรื่องเพศ การรับรู้บนฐานของมายาคติเช่นนี้จะนำมาซึ่งความรุนแรง การบริโภคที่เกินจริง การมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม การเสพติดทางเพศ ก่อให้เกิดอวิชชาทางเพศ อันอาจจะนำไปสู่ความเสื่อมและการล่มสลายของมนุษย์และสังคมได้

ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำคัญสำหรับรัฐ สื่อ ภาคประชาชนผู้บริโภคสื่อ และภาควิชาการ ได้แก่ การเตรียมพื้นที่สาธารณะให้เป็นเวทีในการนำเสนอเรื่องเพศที่หลากหลาย กระบวนการไต่สวนวาทกรรมและมายาคติเพื่อรื้อถอนโครงสร้างและชุดความหมายเรื่องเพศเดิม การทบทวนกระบวนทัศน์ หลักปรัชญา และจริยธรรมการตลาด การสร้างกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมบนฐานของการสร้างความรู้ใหม่ การเร้าสำนึกของผู้ผลิตสื่อให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนขนบการเล่าเรื่องแบบเดิม กระบวนการสร้างและพัฒนากลไกในการกำกับดูแลกระบวนการสื่อสารเรื่องเพศในสังคมไทย และการสร้างทักษะการสื่อสารให้กับผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศศึกษา

คำหลัก: เพศ การสื่อสารเรื่องเพศ สื่อทางเพศ วาทกรรมเพศ วัฒนธรรมเพศไทย

ที่มา: http://www.trf.or.th/research/abstract/Thai/RDG4730022.txt

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2551

ร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ.....

ร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ..... มีนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา และคณะเป็นผู้เสนอ (อ้างอิงจากหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๓/๔๗๕๑ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐)

คณะรัฐมนตรีฯ ได้พิจารณาร่างพรบ. ดังกล่าวแล้วส่งคืนมายังคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมกับข้อสังเกตดังนี้

คณะรัฐมนตรีเห็นว่าวัตถุประสงค์ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ และมีบทบัญญัติที่ซ้ำซ้อนกับกฏหมายหลายฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เช่น ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๒๘๗ และมาตรา ๒๙๓ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๙๔ พระราชบัญญัติควบคุมเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๓๐ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ รวมทั้งร่างกฏหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาได้ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งมีหลักการแก้ไขความผิดเกี่ยวกับการทำให้แพร่หลายหรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.... ซึ่งมีหลักการครอบคลุมถึงการปราบปรามเผยแพร่และการค้าวัตถุลามก จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้แต่อย่างใด(อ้างอิงจากหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๓/๔๗๕๑ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐ และสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ วันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๐)