แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ETC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ETC แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

เราต้องการระเบิดทางปัญญา

คำกล่าวนี้เป็นบทเกริ่นนำสัมภาษณ์ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ในนิตยสารสารคดี ฉบับที่๒๗๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ หน้าปก๑ศตวรรษธนาคารไทย

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ Open ที่เป็นสื่อทางความคิดด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เคยออกเป็นนิตยสารเมื่อสิบปีที่ก่อนแล้วต้องปิดตัวลง จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในรูปแบบเวบไซต์ที่ (http://www.onopen.com/)

ความน่าสนใจของบทความนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องมุมมองที่มีต่อการรัฐประหาร หากแต่เป็นเรื่องตลาดหนังสือในเมืองไทยที่เป็นตัวชี้วัดสังคมอย่างหนึ่ง ดังประโยค "You are what you read"

คำถาม: ในฐานะคนทำหนังสือ สำนักพิมพ์ openbooks ไม่ประสบความสำเร็จเลยในเชิงธุรกิจ หนังสือก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำนิตยสารก็เจ๊งมาแล้ว ทำไมถึงยังยืนหยัดทำอยู่

คำตอบ: ข้อแรก เราต้องตัดเรื่องความสำเร็จหรือล้มเหลวออกไปก่อน เพราะทุกวันนี้เราถูกมายาคติของวิธีคิดการบริหารธุรกิจวัดผลความสำเร็จหรือล้มเหลวกันที่ผลกำไรหรือขาดทุนเท่านั้น ถ้าเอาตรงนี้มาจับมันเหลือประเด็นเดียว กำไรหรือขาดทุน กำไรเยอะแสดงว่าประสบความสำเร็จมาก ถ้าขาดทุนมากแสดงว่าคุณล้มเหลวสุดๆ ถ้าใช้วิธีคิดแบบนี้มองโลก ชีวิตและสิ่งที่เราทำ เราจะแคบมาก เราจะโดนบีบให้ไม่ทำอะไรเลย เพราะต้องตอบสนองวิธีคิดการทำกำไรสูงสุดอย่างเดียว เราจะไม่สามารถทำอะไรที่เราอยากทำได้ เราต้องลืมข้อนี้ไปก่อน แล้วมาถามว่าเราอยากทำอะไร กำไรของชีวิตที่มากกว่าเรื่องเงินคืออะไร มิตรภาพที่เราได้จากการทำงานตีเป็นมูลค่าได้ไหม เวลาที่เราได้คืนมาตีมูลค่าได้ไหม งานที่เราได้ทำแล้วเรารักเราตีมูลค่าได้ไหม ธุรกิจเราไม่ได้ล้มหายตายจาก เรายังสามารถทำต่อไปได้ แสดงว่ามันได้กำไร แน่นอนมันไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่เราได้หลายสิ่งในชีวิตที่เราอยากได้ ซึ่งเราคิดว่ามันมีคุณค่าสำหรับเรา นี่เป็นเหตุผลให้เราทำในสิ่งที่ยังเชื่ออยู่

เหตุผลที่เราเลิกนิตยสาร เพราะนิตยสารมันเป็นแค่กระดาษที่เราพิมพ์ความคิด ทัศนคติ รสนิยมของเราลงไป การที่เราจะรักษากระดาษรักษานิตยสารไว้ ถึงวันนั้นมันอาจจะยังอยู่ แต่ทัศนคติและแนวคิดของเราอาจจะไม่อยู่แล้ว เพราะเราอาจต้องสมยอมกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อรักษากระดาษ วันหนึ่งเราจึงเลือกที่จะรักษาแนวคิดของเราเอาไว้ เพราะเราเชื่อว่ากระดาษมันย่อยสลายได้ แต่ความคิดมันจะไม่ตาย มันจะอยู่ แล้ววันข้างหน้าคนที่มองเห็นความคิดนี้ว่ามันยังอยู่ หรือเขาอาจจะคิดต่างออกไปก็ได้ ก็จะเอาแนวคิดของเราไปใช้สืบเนื่องทำงานต่อได้ ในวันข้างหน้าโลกอาจไม่มีกระดาษ แต่แนวคิดมันยังอยู่ ผมกำลังพยายามจะบอกว่าผมเลือกที่จะรักษาความคิด ไม่ใช่รักษากระดาษ

การทำหนังสือเล่มเป็นการผลิตปัญญาต้นทุนต่ำที่สุดที่สังคมไทยอนุญาตให้ทำได้ ผมไม่สามารถทำแม็กกาซีนต้นทุนสูง ทำหนังสือพิมพ์ใช้ทุนนับร้อยล้านบาท ทำรายโทรทัศน์ก็ต้องซื้อเวลาที่แพงมาก แม้กระทั่งทำรายการวิทยุส่วนมากก็เป็นของทหารของราชการ ปัจเจกชนที่ต้องการทำงานทางด้านปัญญา ต้องการผลิตปัญญาให้แก่สังคมในราคาถูกจะมีช่องทางอะไรบ้างนอกจากเป็นอาจารย์ ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำได้คือเราคัดสรรภูมิปัญญามาทำหนังสือเล่มในราคา ๑๐๐ กว่าบาทที่ทุกคนสามารถซื้อได้ ถ้าห้องสมุดใจดีซื้อไปก็สามารถทำให้คนเข้าถึงปัญญาได้ในราคาต่ำกว่า ๑๐๐ บาทเสียอีก ด้วยการยืมหนังสือจากห้องสมุด นี่เป็นกระบวนการสั่งสมองค์ความรู้ สังคมตะวันตกที่พัฒนามาสู่สังคมสั่งสมองค์ความรู้ได้ เพราะรากฐานมาจากเทคโนโลยีการพิมพ์อันทำให้ความรู้กระจายออกจากกลุ่มคนระดับสูง มาสู่ชนชั้นกลางระดับสูง มาสู่คนชั้นล่าง ความรู้ที่ทั่วถึงในทุกระดับชั้นมันทำให้เกิดการปฏิวัติทางสังคมได้ ผมแค่กำลังทำในสิ่งที่ย้อนหลังไป ๕๐๐ ปีที่สังคมตะวันตกเคยทำ หวังว่าสิ่งเล็กๆ นี้จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้

อ่านคำสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ที่ http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=802

ส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่าทำไมเลือกสัมภาษณ์คุณภิญโญ เพราะแนวทางในการทำหนังสือของโอเพ่นก็ไม่ต่างจากสารคดี, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, มูลนิธิโกมลคีมทอง ฯลฯ  หรือสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยมากนัก (อยากจะรวมถึงมูลนิธิตำราสังคมศาสตร์ฯ ด้วย แต่จนใจด้วยราคาแพงกว่าแหล่งอื่นมาก) ขณะเดียวกันคนที่มาร่วมขันกันในโอเพ่นส่วนใหญ่ก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ไม่ก็อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ

แม้จะมีข้อถกเถียงว่า ประเด็นนี้เป็นอุดมคติของคนชั้นกลาง (ที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร) ที่พร้อมทุกอย่างแล้ว ไม่จำเป็นต้องคำนึงเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าอุดมการณ์ แต่อย่างน้อยความหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในแวดวงคนทำหนังสือแบบนี้ คงจะเป็นการจุดประกายให้กับคนรุ่นต่อไปได้บ้าง

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

“แพรพรรณผันเพศ: มุมมองจากญี่ปุ่นและจีน”

เอกสารประกอบการเสวนากับอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เรื่อง “แพรพรรณผันเพศ: มุมมองจากญี่ปุ่นและจีน” (เนื้อหาเป็นแนวประวัติศาสตร์ วรรณคดีและปรัชญา)
หัวข้อที่จะเสนอ
1. Shaping Attire, Shaping Love in the Era of Genji Monogatari by Sachiko Takeda
2. Connections Between Changes in Ideology and Female Dress in China by Wu Yunn En
3. ภาวะปัจจุบันของวัฒนธรรม Transgender (การข้ามเพศ) ในญี่ปุ่น by Mitsuhashi Junko
ในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 เวลา 13.00-16.00 น.ณ ห้อง 707 อาคารบรมราชกุมารี ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ปล. เอกสารประกอบการเสวนาได้รับความกรุณาจากอาจารย์สุภัควดี อมาตยกุล

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เพศสภาพ เพศภาวะ เพศสภาวะ

พอดีไปค้นๆ ของราชบัณฑิตเกี่ยวกับคำว่า “พึ่ง” และ “เพิ่ง” พบว่า

ก. "พึ่ง" เป็นคำกริยา ใช้ในความว่า พึ่งพาอาศัย เช่น ป่าพึ่งเสือ เรือพึ่งพาย ฯลฯ
ข. "เพิ่ง" ใช้เป็นคำวิเศษณ์ หมายความว่า บัดนี้, เดี๋ยวนี้ เกี่ยวกับเวลาปัจจุบัน เช่น "อย่าเพิ่งไป, ของนี้เพิ่งมีขึ้น" คำ "พึ่ง" ที่เอามาใช้เป็นคำวิเศษณ์ควรใช้ "เพิ่ง" เช่น "เขาพึ่งมา" ควรใช้ว่า "เขาเพิ่งมา" "อย่าพึ่งไป" ควรใช้ว่า "อย่าเพิ่งไป" ฯลฯ

นับว่ายังเข้าใจถูกต้อง แต่ปัจจุบันไม่แตกต่าง

เพิ่ง ว. พึ่ง. (ดู พึ่ง ๒).
พึ่ง ๑ ก. อาศัย เช่น พึ่งบารมีคนอื่น, พักพิง เช่น ไปพึ่งเขาอยู่, ขอความ
ช่วยเหลือ เช่น หนีร้อนมาพึ่งเย็น.
พึ่ง ๒ ว. คําช่วยกริยาหมายถึงเวลาที่ล่วงไปหยก ๆ ในขณะที่พูดนั้น เช่น
เขาพึ่งไป, เพิ่งก็ว่า; ใช้ประกอบหลังคำ อย่า เป็น อย่าพึ่ง หมายความ
ว่า ห้ามไม่ให้กระทำในขณะนั้น เช่น อย่าพึ่งไป อย่าพึ่งกิน, เพิ่ง เพิก
หรือ เพ่อ ก็ว่า.

ชวนให้มึนงงดีแท้

ต่อมาดันไปเจอคำต่อไปนี่สิ

ก. "ภาวะ" หมายถึง ความเป็น (ทั่วไป) ตรงกับคำอังกฤษว่า Condition
ข. "สภาวะ" หมายถึง ความเป็นเองตรงกับคำอังกฤษ Nature (Abstract)
ค. แต่คำ "สภาพ" นั้น หมายถึง ภูมิแห่งความเป็น (ภูมิ - ชั้น, ขีดขั้น) ตรงกับคำอังกฤษว่า State

แล้วมารวมกับเพศเนี่ย ควรใช้ว่าไรดีหว่า?

อีกคำที่น่าสนใจ คือ

ก. คำอังกฤษว่า Independence หมายถึง ความเป็นใหญ่ทั้งภายในและภายนอก คำไทยควรใช้ว่า "เอกราช" สำหรับประเทศ (มีใช้แล้วในแจ้งความของคณะราษฎร) แต่สำหรับบุคคล ควรใช้ว่า "ความเป็นไท" (ไท ไม่มี ย ตาม)
ข. คำอังกฤษว่า Autonomy หมายถึง ความเป็นใหญ่ภายใน แต่มิได้เป็นใหญ่ภายนอก ควรใช้ว่า "อิสรภาพ" ดังตัวอย่างที่ใช้กันอยู่แล้ว เช่น "กรมอิสระ"
ค. คำอังกฤษว่า Liberty หมายถึง ความปลอดจากอุปสรรค, เมื่อพูดถึงการเมือง ย่อมหมายถึง สิทธิที่อาจจะกระทำได้ ถ้าเป็นคำคุณศัพท์อังกฤษใช้ว่า Free ถ้าเป็นคำนาม อังกฤษมี ๒ รูป คือ Freedom กับ Liberty
Liberty อังกฤษใช้ทั่วไปถึงความปลอดจากอุปสรรคใด ๆ ก็ได้ หรือปลอดจากอำนาจของบุคคลก็ได้ แต่ฝรั่งเศสใช้คำเดียวกันว่า Liberte (ลีแบเต)
เพราะฉะนั้นคำ "อิสสรภาพ" จึงตรงกับคำ Autonomy ไม่ใช่ Liberty และ "เสรีภาพ" ตรงกับคำ Freedom หรือ Liberty โดยอธิบายมาแล้วข้า

 

 

ที่มา: http://www.tpschamnong.iirt.net/article/basa_5nt096.html

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

นิธิกับโพสต์โมเดริ์น

อย่างไรก็ตาม จะมีคำถามเกิดขึ้นในใจของผู้อ่านงานประเภทนี้ นั่นคือ “แล้วยังไง?” เหมือนการอ่านงานในสำนักคิด “หลังสมัยใหม่” ทั่วไป ในทัศนะของผู้เขียนคำนำ นี่เป็นคำถามที่ห้ามถาม เพราะจุดมุ่งหมายหลักของสำนักคิดนี้ไม่ต้องการจะสถาปนา “ความจริงใหม่” ขึ้นแทนที่ “ความจริงเก่า” ต้องการเพียงตรวจสอบทั้งข้อมูล ข้อสรุป ฐานคิดของสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็น “จริง” อย่างไม่ต้องสงสัยทั้งหลายเท่านั้น การสร้างความสงสัยแก่ข้อสรุปที่ถูกว่า “จริง” เหล่านั้น ช่วยปลดปล่อย ผู้คนจากอำนาจนานาชนิดที่ครอบงำตนเองอยู่โดยไม่รู้สึกตัว
นิธิ เอียวศรีวงศ์ (๒๕๕๑: คำนำเสนอ)

นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2551. คำนำเสนอ. ใน ทวีศักดิ์ เผือกสม. เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม: ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551

หนังสือพิมพ์ การ์ตูน

การ์ตูน
คำขวัญ เป็นหนังสือพิมพ์สำหรับชาวไทย
สำนักงานเลขที่ ๗๓๒ หน้าตลาดสด ถนนวรจักร์
นายธรรมเนาว์ จามรมาน เจ้าของและบรรณาธิการ
นายธัญญ์ อุทกานนท์ ผู้จัดการ-การเงิน
พิมพ์ที่โรงพิมพ์พัฒนกิจ ถนนจักรเพ็ชร์ (หน้าวัดเลียบ) จังหวัดพระนคร
ปีที่ ๑ เล่ม ๑ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๔๖๘ ราคา ๑๐ สตางค์

อัตราค่าสมาชิก
๑ ปี ๖ บาท
๖ เดือน ๔ บาท

ตัวอย่างสาระบาน ปีที่ ๑ เล่ม ๑๐ วันพฤหัสบดีที่ ๔ มีนาคม ๒๔๖๘
๑ กิจการกรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม
๒ ปัญหาเรื่องเจ้าพระยารามฯ กับเงิน ๑๖ ล้านบาท
๓ เทศามณฑลปราจิณจะไม่ให้ความยุติธรรมแก่นายชิตบ้างหรือ?
๔ พระยาชลมารคพิจารณ์ (ต่อ)
๕ อัยการไม่ยอมฟ้องตัวเอง
๖ ภาพศรีทนนไชย
๗ หลวงมานิตนิยมการหกคะเมนเทียวหรือ?
๘ แจ้งความรวมคณะเมืองนอก

ภาพหน้าปกของหนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่เป็นรูปรัชกาลที่ ๗ หรือภาพล้อเชิงการเมือง

ที่มา: ไมโครฟิล์ม ที่หอสมุดแห่งชาติ